รวมรูปวัยใส..สมัยสาวๆ

posted on 04 Jul 2009 00:29 by x-raylove  in beauty
 
 
 
 
 

changed

posted on 04 Jul 2009 00:27 by x-raylove  in beauty

 

 

 

Makeup Artist : Amm

Tips :
การเขียนคิ้วให้เข้ารูป เพราะคิ้วคือมงกุฎของใบหน้า ถ้าคิ้วสวยโครงหน้าก็เด่น และที่ขาดไม่ได้คือเขียนขอบตาด้วยดินสอ จะได้ดวงตากลมโตที่ดูเป็นธรรมชาติ

ใบหน้า : Moisture Rich Protective Moisturiser SPF 15

แป้ง : Flawless Coverage Powder Foundation SPF 10 PA++ สีบัฟฟ์, อัลมอนด์ และเซเบิ้ล

คิ้ว : Brow Define สี soft brown ,Eye Color สีคอนยัค

ขนตา : Waterproof Mascara 200 สี Black

ขอบตา : Eye Define สี Noir

เปลือกตา : Starry Night(ขาวประกาย), Glacier (ฟ้าครามประกาย), Draped (ม่วงเข้มประกาย)

แก้ม : Cheek Colour สีเรเดียนท์ คอรัล

ปาก : Lip Colour เนื้อครีัม สีNeutrale (แดงชมพู), Lip Colour Sheer SPF 15 สีเกลซ

Success!!

posted on 17 Jun 2008 19:08 by x-raylove  in MyIdea

 ในที่สุดก็....

สำเร็จแล้วค่าาาาาาา!!
หนังสือสวดมนต์ ฉบับทำมือของแอม
ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ 

รูปแบบหนังสือตัวอย่าง :


แบบปก...มีทั้งหมด 9 แบบ  ใช้วิธีการตกแต่งต่างกันไปค่ะ

 

 

 
หน้าแรกค่ะ

 
มีถ้อยคำธรรมะ 1 แผ่นคู่ค่ะ

 

 


หน้าสุดท้ายของเล่มนี้ค่ะ  จากแอมเอง ^___^ 

 

 


4 เล่มนี้เป็นเซ็ตเดียวกันค่ะ  น้องหมี 4 แบบ

 

******************************

ถ้าใครสนใจก็ฝากข้อความบอกกันไว้ได้เลยค่ะ
จะส่งให้ฟรีๆ  ไม่คิดค่าส่งไปรษณีย์

แต่มีข้อแม้ติ๊ดเดียว คือ
แอมไม่อยากเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวค่ะ
อยากให้สิ่งที่แอมทำ...
มีคนรู้สึกภูมิใจและเห็นค่าไปด้วยกัน

งานนี้ก็เลยขายค่ะ  ขออนุญาตยกมาขายนะคะ

แต่ว่า ราคาตามจิตศรัทธา ค่ะ

ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่ว่าแอมหวังผลกำไร

"เงินทุกบาททุกสตางค์หลังหักค่าใช้จ่านจะนำมาใช้ในการบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปแน่นอนค่ะ" V(^.^)

..........

ร่วมทำบุญกันได้ที่บัญชีออมทรัพย์  ธนาคารไทยพาณิชย์

ชื่อบัญชี น.ส.แววรวี มณีฉาย

เลขที่ 117-259-715-9

หรือมีข้อสงสัย แนะนำ-ติชมได้ที่ e-mail

waewrawee17@hotmail.com

อนุโมทนา...สาธุ
กับทุกคนที่กำลังอ่านอยู่ด้วยนะคะ

ปรารถนา

posted on 07 Jun 2008 00:35 by x-raylove

อาทิตย์ที่แล้วได้คุย msn กับเพื่อนที่เป็นนิสิตแพทย์ค่ะ 
ตอนนี้เธอไปฝึกงานอยู่ที่ จ.จันทบุรี 3 ปี  คุยๆกันเกี่ยวกับการเรียน
(เพราะแอมก็เพิ่งกลับจากฝึกงานมาเหมือนกัน)

เพื่อนบอกเวลาขึ้นวอร์ดบางวัน  จิตตกมาก 
เพราะต้องเจอทั้งคนป่วย  บางวันก็มีคนตาย

ถามเพื่อนว่า เคยสวดมนต์มั้ย?
ไว้จะส่งหนังสือสวดมนต์ไปให้...

หลังจากนั้นก็คิดไปคิดมา ว่าถ้าเราส่งหนังสือสวดมนต์แบบทั่วๆไป
คนที่เห็นจะคิดว่าเชย  หรือว่าดูไม่น่าสนใจสำหรับวัยรุ่นรึเปล่า

ประกอบกับเคยอ่านหนังสือของท่านว.วชิรเมธี  "ธรรมะ ทำไม"
ท่านว่าปีจจุบันชาวคริสต์มีกุศโลบายในการให้คนนับถือ  ในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น  ทั้งสื่อหนังสือ  การ์ตูน  เพลง  โฆษณา ฯลฯ

แต่คนพุทธหลายคนยังติดภาพจำเก่าๆว่า ศาสนาต้องเรียบง่ายเสมอ
ต้องไม่มีการใช้เทคโนโลยี  พระเดินพันธุ์ทิพย์ก็มองเป็นอคติไป
พระป่าต้องใช้คอมฯไม่เป็น หรืออะไรก็แล้วแต่  ตลอดไปจนถึงบางคนยังตำหนิชาวพุทธด้วยกันที่พยายามจะเผยแพร่ศาสนาโดยใช้กุศโลบายก็มี 

แล้วแบบนี้ศาสนาจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร?

เกิดไอเดียจะทำหนังสือสวดมนต์ฉบับวัยทีน
โดยทำรูปเล่มเป็นหนังสือทำมือ  แล้วตกแต่งให้ดูน่ารักมากขึ้น

ตอนนี้เริ่มทำไปได้ 20%เอง  กำลังพยายามอยู่นะคะ
คาดว่าเร็วๆนี้จะเร่งทำให้เสร็จเรียบร้อย  แล้วจะเอามาโชว์ค่ะ

 

runaway !

posted on 13 Apr 2008 04:09 by x-raylove  in MyLife

คราวที่แล้วค้างไว้ว่ากลับมาจะเล่าเรื่องที่ไปฝึกงานให้ได้อ่านกัน  

.......

     จริงๆที่บอกว่ามันแย่มากแต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกว่า  ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะแย่ยังไงเราก็คงต้อง"อยู่"  ต้องอดทนและรับสภาพนั้นให้ได้

วันแรกที่ย้ายของเข้าที่พัก  สภาพบ้านพักที่มูลนิธิจัดให้คือบ้านไม้ 2 ชั้น  ชั้นล่างเป็นปูนแบ่งเป็นห้องเก็บของกับห้องพักแม่บ้าน  ชั้นบนซอยย่อยๆเป็น 4 ห้องมีห้องน้ำในตัว  แต่สภาพห้องอับๆ  รกๆ  เก่าๆ  น่ากลัว  ไม่มีกุญแจล็อคห้องด้วย  

ร้องไห้เลย  คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะอยู่ได้ยังไงทำไมเค้าต้อนรับเราแบบนี้? 

ฝึกงานที่นี่กัน 5 คน  =ผู้หญิง4 คน  ผู้ชาย 1 คน
แต่ผู้ชายไม่มีปัญหา  คือเค้ายังไงก็ได้  แต่เรากลัวกันมากๆเลยไปปรึกษาอาจารย์

     อาจารย์ก็ไม่รู้จะทำไงเลยให้เราไปคุยกับ ผอ.มูลนิธิฯ  แต่เค้ากลับถามว่า "ไม่เข้าใจทำไมพวกเราอยู่ไม่ได้?"  อึ้งกันมากๆ  ต่อหน้าอาจารย์เค้าบอกว่าจะให้เราไปนอนที่บ้านพักของเค้า  แต่พออยู่กับพวกเราเค้ากลับถามแบบนี้     ส่วนสภาพห้องที่เค้าจะให้เราไปนอนที่บ้านคือห้องที่เคยมีคนมาใช้แล้วยังไม่ได้เก็บกวาด  ผ้าห่มกองไว้บนเตียง  ผ้าเช็ดตัวกองรวมสุมกันไว้เต็มห้อง  แล้วเค้าก็พูดกับพวกเราเหมือนว่าไม่อยากให้พวกเรามาใช้ห้องนี้เลยเพราะเป็นห้องสำหรับแขก VIP 

(คือที่มูลนิธินี้มีการจัดอบรมและเปิดให้คนจองใช้สถานที่ตลอดปี  เป็นสถานที่มีการทำเกษตรพอเพียง  มีที่นา  ปลูกไม้ผล  ไม้ยืนต้น  ผักสวนครัว ฯลฯ)

     ตกลงคืนนั้นเราแอบไปนอนที่บ้านพักหลังที่พวกเราเคยอยู่ช่วงก่อนหน้านี้  แอบไปนอนกัน 4 คนแบบลับๆล่อๆมาก   กลัวเค้าจะมาไล่ก็กลัวแต่ทำไงได้บ้านที่เค้าจัดไว้ให้ตอนนั้นเรารับสภาพไม่ได้จริงๆ

วันแรกผ่านไป.....โทรกลับมาระบายให้แม่ฟัง  แม่ก็บอกให้เราอดทน  พนักงานเค้าอยู่กันได้  เราก็ต้องอดทนอยู่ให้ได้ 

 

     วันต่อๆมา  อะไรๆเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น  บ้านพักที่เค้าจัดไว้ให้  เราก็ช่วยกันจัด  ช่วยกันแต่งให้มันเป็นบ้านมากขึ้น  ของอะไรที่ขาดก็ควักกระเป๋าซื้อมาเติมกันไป  ปัญหาเรื่องที่พักก็หมดลงไปได้

     แต่ปัญหาอื่นๆ ก็ยังตามมา...
อาหาร  ต้องซื้อหามาทำเอง  มีกระทะไฟฟ้า ไมโครเวฟ  หม้อหุงข้าวให้  นอกนั้นซื้อหามาเองหมด   ผักสวนครัวมีเด็ดได้  แต่แม่บ้านมองหน้าถ้าเห็นเราเด็ด?

รถยนต์  มอร์เตอร์ไซค์  ผอ.ให้ใช้ได้ถ้าไปทำงานในพื้นที่  ถ้าจะใช้รถก็ให้ไปขอกุญแจที่แม่บ้าน  แต่ต่อมาแม่บ้านเอามอร์'ไซค์ไปให้คนงานใช้ไม่ให้รถว่าง  พวกเราจะได้ไม่ไปขอ  ส่วนรถยนต์หมดสิทธิใช้ไปนานแล้ววววว

ก่อนเข้างาน   แม่บ้านสั่งพวกเราผ่านอาจารย์ว่าให้ไปทำความสะอาดออฟฟิศก่อนทุกวัน  ทั้งๆที่มีคนงานทำอยู่แล้ว?  ห้องออฟฟิศฝุ่นหนาเป็นศอก  รกและเต็มไปด้วยหยากไย่ก่อนมีพวกเรายังอยู่มาได้? 

เวลาเข้างาน  แม่บ้านฟ้องมาผ่านอาจารย์ว่าพวกเราเข้างานไม่ตรงเวลา  แต่พอ ผอ.ไม่อยู่  แม่บ้านกลับเข้างานบ่าย 3 !!!! โทรไปถามบอกพวกเราว่าเพิ่งออกจากกรุงเทพฯตอน 10 โมง??? (เสาร์-อาทิตย์และช่วงวันหยุดที่ไม่มีงานแม่บ้านจะกลับมาหาหลานที่กรุงเทพฯ)

และปัญหาจิปาถะที่เล่าไป 3 วันไม่หมด...

จริงๆจุดประสงค์ของการฝึกครั้งนี้คือการทำงานกับชาวบ้าน  ทำงานประสานกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น  แต่ในวันที่พวกเราไปขอข้อมูลจาก อบต. กลับถูกเจ้าหน้าที่กลัวว่าเรากำลังล้วงความลับของเค้า  กลัวข้อมูลรั่วไหล  วันนั้นไม่มีผู้นำท้องถิ่นพาเราไปนอกจากลูกชายกำนัน!!! 

- - - - - - - - - - -

ในวันที่เพื่อนทุกคนได้อยู่บ้านผู้นำชุมชน  แต่พวกเรา 5 คนกลับถูกเรียกว่า "เด็กมูลนิธิฯ"  เพื่อนคนนึงโทรบอกเราว่าได้ยินพัฒนาการอำเภอเปรยว่าไม่อยากดูแลพวกมูลนิธิฯ  ไม่มีพัฒนากรหรือพัฒนาการคนไหนสนใจว่าเราจะหาข้อมูล  หรือทำงานกันอย่างไร

โทรถามอาจารย์  ก็บอกว่าพัฒนากรเค้าเกี่ยงกันไม่เอาเด็กมูลนิธิ (ไม่ทราบว่าอาจารย์จะพูดจริงหรือพูดเล่นแต่ก็ทำให้รู้สึกแย่มากๆ)

ตอนนี้พวกเราทำงานร่วมกับชุมชนไปได้ 2-3 ครั้งแล้ว
     วันก่อนไปช่วยหมออนามัยเป็นวิทยากรให้กับ *อาสาฯดูแลผู้พิการในชุมชน (คือผู้ใหญ่บ้าน , อสม. ฯลฯ หมู่1-7)  หลังจากเสร็จงานคุณลุงคนหนึ่งที่เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุหมู่3 ชวนพวกเราไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพลวันถัดไป

เห็นและเข้าใจอะไรมากขึ้นมั้ย?
     คนอื่นๆ ในชุมชนเค้าดูแลเราดีกว่าคนใกล้ๆในมูลนิธิ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นองค์กรเอกชนการกุศลเลยนะ  ให้เกียรติและไว้ใจพวกเรา  เห็นพวกเรามีตัวตน  ชีวิตและจิตใจมากกว่า  เราน่าจะให้อะไรพวกเค้าได้มากกว่าถ้าไม่ต้องจมจ่อมกับบางคนที่เพิ่มความเครียดให้กับพวกเรา 

     ตอนนี้พึ่งหนังสือธรรมะอย่างแรงเลย  ต้องอ่านทุกคืนก่อนนอนเพื่อให้ใจสงบ  หลับสบาย  มันระแวงตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้เราจะถูกใส่ร้ายว่าอะไรอีกบ้าง  จะถูกใครฟ้องใครว่าอะไรอีก  

      ต่อหน้าเค้าพูดกับเราด้วยถ้อยคำหวานหู  เรียกพวกเราว่า"หนู" ทุกคำ  แต่สายตาเชือดเฉือน  แข็งกร้าวไม่มีแววปรานีซักนิด 

     อย่างคำว่า"ลิ้นไม่มีกระดูก"  กลับคำกันได้ง่ายๆเหมือนพลิกลิ้น  ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างก็เพิ่งมาเจอที่นี่ล่ะชัดๆตัวเป็นๆ  นอกจากคนที่นี่แล้วคนที่เราเคยประสานงานบางคนผู้หลักผู้ใหญ่นี่ล่ะก็ยังมี(เยอะด้วย)

    ถ้าจะถามว่าทำไมเราถึงโหยหาพัฒนากร  พัฒนาการอะไรนักนั่นก็เพราะว่าคะแนนที่เราจะได้จากการฝึกงานครั้งนี้ต้องมาจากพัฒนากร 70% และจากการนิเทศของอาจารย์ 30%  แต่จนป่านนี้  อยู่ที่นี่เกือบครบ 1 เดือนเต็มแล้วพวกเรายังไม่เคยรู้จักหน้าหรือแม้แต่ชื่อของพัฒนากรประจำของเราเลย  ไม่เคยรู้ด้วยว่ามีและจำเป็นต้องมี

"ชีวิตของฉันมันเดินอยู่บนเส้นด้ายด้วยขาข้างเดียวจริงๆ"