Makeup Artist : Amm
Tips :
การเขียนคิ้วให้เข้ารูป
เพราะคิ้วคือมงกุฎของใบหน้า ถ้าคิ้วสวยโครงหน้าก็เด่น
และที่ขาดไม่ได้คือเขียนขอบตาด้วยดินสอ จะได้ดวงตากลมโตที่ดูเป็นธรรมชาติ
ใบหน้า : Moisture Rich Protective Moisturiser SPF 15
แป้ง : Flawless Coverage Powder Foundation SPF 10 PA++ สีบัฟฟ์, อัลมอนด์ และเซเบิ้ล
คิ้ว : Brow Define สี soft brown ,Eye Color สีคอนยัค
ขนตา : Waterproof Mascara 200 สี Black
ขอบตา : Eye Define สี Noir
เปลือกตา : Starry Night(ขาวประกาย), Glacier (ฟ้าครามประกาย), Draped (ม่วงเข้มประกาย)
แก้ม : Cheek Colour สีเรเดียนท์ คอรัล
ปาก : Lip Colour เนื้อครีัม สีNeutrale (แดงชมพู), Lip Colour Sheer SPF 15 สีเกลซ
ในที่สุดก็....
สำเร็จแล้วค่าาาาาาา!!
หนังสือสวดมนต์ ฉบับทำมือของแอม
ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ
รูปแบบหนังสือตัวอย่าง :
แบบปก...มีทั้งหมด 9 แบบ ใช้วิธีการตกแต่งต่างกันไปค่ะ
หน้าแรกค่ะ
มีถ้อยคำธรรมะ 1 แผ่นคู่ค่ะ
หน้าสุดท้ายของเล่มนี้ค่ะ จากแอมเอง ^___^

4 เล่มนี้เป็นเซ็ตเดียวกันค่ะ น้องหมี 4 แบบ
******************************
ถ้าใครสนใจก็ฝากข้อความบอกกันไว้ได้เลยค่ะ
จะส่งให้ฟรีๆ ไม่คิดค่าส่งไปรษณีย์
แต่มีข้อแม้ติ๊ดเดียว คือ
แอมไม่อยากเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียวค่ะ
อยากให้สิ่งที่แอมทำ...
มีคนรู้สึกภูมิใจและเห็นค่าไปด้วยกัน
งานนี้ก็เลยขายค่ะ ขออนุญาตยกมาขายนะคะ
แต่ว่า ราคาตามจิตศรัทธา ค่ะ
ที่ทำแบบนี้ไม่ใช่ว่าแอมหวังผลกำไร
"เงินทุกบาททุกสตางค์หลังหักค่าใช้จ่านจะนำมาใช้ในการบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปแน่นอนค่ะ" V(^.^)
..........
ร่วมทำบุญกันได้ที่บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์
ชื่อบัญชี น.ส.แววรวี มณีฉาย
เลขที่ 117-259-715-9
หรือมีข้อสงสัย แนะนำ-ติชมได้ที่ e-mail
อนุโมทนา...สาธุ
กับทุกคนที่กำลังอ่านอยู่ด้วยนะคะ
ปรารถนา
posted on 07 Jun 2008 00:35 by x-raylove
อาทิตย์ที่แล้วได้คุย msn กับเพื่อนที่เป็นนิสิตแพทย์ค่ะ
ตอนนี้เธอไปฝึกงานอยู่ที่ จ.จันทบุรี 3 ปี คุยๆกันเกี่ยวกับการเรียน
(เพราะแอมก็เพิ่งกลับจากฝึกงานมาเหมือนกัน)
เพื่อนบอกเวลาขึ้นวอร์ดบางวัน จิตตกมาก
เพราะต้องเจอทั้งคนป่วย บางวันก็มีคนตาย
ถามเพื่อนว่า เคยสวดมนต์มั้ย?
ไว้จะส่งหนังสือสวดมนต์ไปให้...
หลังจากนั้นก็คิดไปคิดมา ว่าถ้าเราส่งหนังสือสวดมนต์แบบทั่วๆไป
คนที่เห็นจะคิดว่าเชย หรือว่าดูไม่น่าสนใจสำหรับวัยรุ่นรึเปล่า
ประกอบกับเคยอ่านหนังสือของท่านว.วชิรเมธี "ธรรมะ ทำไม"
ท่านว่าปีจจุบันชาวคริสต์มีกุศโลบายในการให้คนนับถือ ในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งสื่อหนังสือ การ์ตูน เพลง โฆษณา ฯลฯ
แต่คนพุทธหลายคนยังติดภาพจำเก่าๆว่า ศาสนาต้องเรียบง่ายเสมอ
ต้องไม่มีการใช้เทคโนโลยี พระเดินพันธุ์ทิพย์ก็มองเป็นอคติไป
พระป่าต้องใช้คอมฯไม่เป็น หรืออะไรก็แล้วแต่ ตลอดไปจนถึงบางคนยังตำหนิชาวพุทธด้วยกันที่พยายามจะเผยแพร่ศาสนาโดยใช้กุศโลบายก็มี
แล้วแบบนี้ศาสนาจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร?
เกิดไอเดียจะทำหนังสือสวดมนต์ฉบับวัยทีน
โดยทำรูปเล่มเป็นหนังสือทำมือ แล้วตกแต่งให้ดูน่ารักมากขึ้น
ตอนนี้เริ่มทำไปได้ 20%เอง กำลังพยายามอยู่นะคะ
คาดว่าเร็วๆนี้จะเร่งทำให้เสร็จเรียบร้อย แล้วจะเอามาโชว์ค่ะ
คราวที่แล้วค้างไว้ว่ากลับมาจะเล่าเรื่องที่ไปฝึกงานให้ได้อ่านกัน
.......
จริงๆที่บอกว่ามันแย่มากแต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกว่า ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะแย่ยังไงเราก็คงต้อง"อยู่" ต้องอดทนและรับสภาพนั้นให้ได้
วันแรกที่ย้ายของเข้าที่พัก สภาพบ้านพักที่มูลนิธิจัดให้คือบ้านไม้ 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นปูนแบ่งเป็นห้องเก็บของกับห้องพักแม่บ้าน ชั้นบนซอยย่อยๆเป็น 4 ห้องมีห้องน้ำในตัว แต่สภาพห้องอับๆ รกๆ เก่าๆ น่ากลัว ไม่มีกุญแจล็อคห้องด้วย
ร้องไห้เลย คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะอยู่ได้ยังไงทำไมเค้าต้อนรับเราแบบนี้?
ฝึกงานที่นี่กัน 5 คน =ผู้หญิง4 คน ผู้ชาย 1 คน
แต่ผู้ชายไม่มีปัญหา คือเค้ายังไงก็ได้ แต่เรากลัวกันมากๆเลยไปปรึกษาอาจารย์
อาจารย์ก็ไม่รู้จะทำไงเลยให้เราไปคุยกับ ผอ.มูลนิธิฯ แต่เค้ากลับถามว่า "ไม่เข้าใจทำไมพวกเราอยู่ไม่ได้?" อึ้งกันมากๆ ต่อหน้าอาจารย์เค้าบอกว่าจะให้เราไปนอนที่บ้านพักของเค้า แต่พออยู่กับพวกเราเค้ากลับถามแบบนี้ ส่วนสภาพห้องที่เค้าจะให้เราไปนอนที่บ้านคือห้องที่เคยมีคนมาใช้แล้วยังไม่ได้เก็บกวาด ผ้าห่มกองไว้บนเตียง ผ้าเช็ดตัวกองรวมสุมกันไว้เต็มห้อง แล้วเค้าก็พูดกับพวกเราเหมือนว่าไม่อยากให้พวกเรามาใช้ห้องนี้เลยเพราะเป็นห้องสำหรับแขก VIP
(คือที่มูลนิธินี้มีการจัดอบรมและเปิดให้คนจองใช้สถานที่ตลอดปี เป็นสถานที่มีการทำเกษตรพอเพียง มีที่นา ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ผักสวนครัว ฯลฯ)
ตกลงคืนนั้นเราแอบไปนอนที่บ้านพักหลังที่พวกเราเคยอยู่ช่วงก่อนหน้านี้ แอบไปนอนกัน 4 คนแบบลับๆล่อๆมาก กลัวเค้าจะมาไล่ก็กลัวแต่ทำไงได้บ้านที่เค้าจัดไว้ให้ตอนนั้นเรารับสภาพไม่ได้จริงๆ
วันแรกผ่านไป.....โทรกลับมาระบายให้แม่ฟัง แม่ก็บอกให้เราอดทน พนักงานเค้าอยู่กันได้ เราก็ต้องอดทนอยู่ให้ได้
วันต่อๆมา อะไรๆเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น บ้านพักที่เค้าจัดไว้ให้ เราก็ช่วยกันจัด ช่วยกันแต่งให้มันเป็นบ้านมากขึ้น ของอะไรที่ขาดก็ควักกระเป๋าซื้อมาเติมกันไป ปัญหาเรื่องที่พักก็หมดลงไปได้
แต่ปัญหาอื่นๆ ก็ยังตามมา...
อาหาร ต้องซื้อหามาทำเอง มีกระทะไฟฟ้า ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าวให้ นอกนั้นซื้อหามาเองหมด ผักสวนครัวมีเด็ดได้ แต่แม่บ้านมองหน้าถ้าเห็นเราเด็ด?
รถยนต์ มอร์เตอร์ไซค์ ผอ.ให้ใช้ได้ถ้าไปทำงานในพื้นที่ ถ้าจะใช้รถก็ให้ไปขอกุญแจที่แม่บ้าน แต่ต่อมาแม่บ้านเอามอร์'ไซค์ไปให้คนงานใช้ไม่ให้รถว่าง พวกเราจะได้ไม่ไปขอ ส่วนรถยนต์หมดสิทธิใช้ไปนานแล้ววววว
ก่อนเข้างาน แม่บ้านสั่งพวกเราผ่านอาจารย์ว่าให้ไปทำความสะอาดออฟฟิศก่อนทุกวัน ทั้งๆที่มีคนงานทำอยู่แล้ว? ห้องออฟฟิศฝุ่นหนาเป็นศอก รกและเต็มไปด้วยหยากไย่ก่อนมีพวกเรายังอยู่มาได้?
เวลาเข้างาน แม่บ้านฟ้องมาผ่านอาจารย์ว่าพวกเราเข้างานไม่ตรงเวลา แต่พอ ผอ.ไม่อยู่ แม่บ้านกลับเข้างานบ่าย 3 !!!! โทรไปถามบอกพวกเราว่าเพิ่งออกจากกรุงเทพฯตอน 10 โมง??? (เสาร์-อาทิตย์และช่วงวันหยุดที่ไม่มีงานแม่บ้านจะกลับมาหาหลานที่กรุงเทพฯ)
และปัญหาจิปาถะที่เล่าไป 3 วันไม่หมด...
จริงๆจุดประสงค์ของการฝึกครั้งนี้คือการทำงานกับชาวบ้าน ทำงานประสานกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น แต่ในวันที่พวกเราไปขอข้อมูลจาก อบต. กลับถูกเจ้าหน้าที่กลัวว่าเรากำลังล้วงความลับของเค้า กลัวข้อมูลรั่วไหล วันนั้นไม่มีผู้นำท้องถิ่นพาเราไปนอกจากลูกชายกำนัน!!!
- - - - - - - - - - -
ในวันที่เพื่อนทุกคนได้อยู่บ้านผู้นำชุมชน แต่พวกเรา 5 คนกลับถูกเรียกว่า "เด็กมูลนิธิฯ" เพื่อนคนนึงโทรบอกเราว่าได้ยินพัฒนาการอำเภอเปรยว่าไม่อยากดูแลพวกมูลนิธิฯ ไม่มีพัฒนากรหรือพัฒนาการคนไหนสนใจว่าเราจะหาข้อมูล หรือทำงานกันอย่างไร
โทรถามอาจารย์ ก็บอกว่าพัฒนากรเค้าเกี่ยงกันไม่เอาเด็กมูลนิธิ (ไม่ทราบว่าอาจารย์จะพูดจริงหรือพูดเล่นแต่ก็ทำให้รู้สึกแย่มากๆ)
ตอนนี้พวกเราทำงานร่วมกับชุมชนไปได้ 2-3 ครั้งแล้ว
วันก่อนไปช่วยหมออนามัยเป็นวิทยากรให้กับ *อาสาฯดูแลผู้พิการในชุมชน (คือผู้ใหญ่บ้าน , อสม. ฯลฯ หมู่1-7) หลังจากเสร็จงานคุณลุงคนหนึ่งที่เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุหมู่3 ชวนพวกเราไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระเพลวันถัดไป
เห็นและเข้าใจอะไรมากขึ้นมั้ย?
คนอื่นๆ ในชุมชนเค้าดูแลเราดีกว่าคนใกล้ๆในมูลนิธิ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นองค์กรเอกชนการกุศลเลยนะ ให้เกียรติและไว้ใจพวกเรา เห็นพวกเรามีตัวตน ชีวิตและจิตใจมากกว่า เราน่าจะให้อะไรพวกเค้าได้มากกว่าถ้าไม่ต้องจมจ่อมกับบางคนที่เพิ่มความเครียดให้กับพวกเรา
ตอนนี้พึ่งหนังสือธรรมะอย่างแรงเลย ต้องอ่านทุกคืนก่อนนอนเพื่อให้ใจสงบ หลับสบาย มันระแวงตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้เราจะถูกใส่ร้ายว่าอะไรอีกบ้าง จะถูกใครฟ้องใครว่าอะไรอีก
ต่อหน้าเค้าพูดกับเราด้วยถ้อยคำหวานหู เรียกพวกเราว่า"หนู" ทุกคำ แต่สายตาเชือดเฉือน แข็งกร้าวไม่มีแววปรานีซักนิด
อย่างคำว่า"ลิ้นไม่มีกระดูก" กลับคำกันได้ง่ายๆเหมือนพลิกลิ้น ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่างก็เพิ่งมาเจอที่นี่ล่ะชัดๆตัวเป็นๆ นอกจากคนที่นี่แล้วคนที่เราเคยประสานงานบางคนผู้หลักผู้ใหญ่นี่ล่ะก็ยังมี(เยอะด้วย)
ถ้าจะถามว่าทำไมเราถึงโหยหาพัฒนากร พัฒนาการอะไรนักนั่นก็เพราะว่าคะแนนที่เราจะได้จากการฝึกงานครั้งนี้ต้องมาจากพัฒนากร 70% และจากการนิเทศของอาจารย์ 30% แต่จนป่านนี้ อยู่ที่นี่เกือบครบ 1 เดือนเต็มแล้วพวกเรายังไม่เคยรู้จักหน้าหรือแม้แต่ชื่อของพัฒนากรประจำของเราเลย ไม่เคยรู้ด้วยว่ามีและจำเป็นต้องมี
"ชีวิตของฉันมันเดินอยู่บนเส้นด้ายด้วยขาข้างเดียวจริงๆ"

